หลักการเซ็ตอัพ รีซีฟเวอร์กับสภาพห้อง
ผู้เขียน : TheHiFiWay
บทความประจำ : วันที่ 12 ธันวาคม 2551

            “นับจากอดีตเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมากระแสของความนิยมชุดเครื่องเล่นโฮมเธียเตอร์มีมากขึ้น ผู้เล่นเองก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะกับเครื่องเล่นรีซีฟเวอร์ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงเครื่องเล่นรีซีฟเวอร์ก็เชื่อว่าบางท่านก็อาจจะยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ อันที่จริงรีซีฟเวอร์ก็คือเครื่องที่มีหน้าที่หลายอย่างทั้งขนายสัญญาณแปลงสัญญาณดีโค้ดสัญญาณ เป็นจูนเนอร์อีกด้วย ดังนั้นรีซีฟเวอร์นั้นเรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของระบบโฮมเธียเตอร์ชิ้นหนึ่งที่สำคัญมาก เทคโนโลยีเสียงระบบต่างๆ ของโฮมเธียเตอร์นั้นเดิมดอลบี้ดิจิตอลเซอราวด์ที่ว่าดีแล้ว ยังมีการพัฒนามาเป็นระบบ DTS ระบบเสียง Surround EX 6.1 Ch ที่เพิ่มเอาลำโพงคู่หลังก็ได้ปรากฏมาเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการโฮมเธียเตอร์ซะแล้ว เท่านี้ยังไม่พอ Surround EX 7.1 ที่คาดว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดซิงๆ จากมาตรฐานสถาบัน THX เราในฐานะผู้บริโภคเราจำเป็นต้องทราบถึงการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ด้วย และที่สำคัญต้องเพิ่มอะไรหรือปรับเปลี่ยนชุดโฮมเธียเตอร์ชุดเก่าได้อย่างไรบ้าง และวิธีการในการจัดห้องเพื่อให้รองรับการเล่นโฮมเธียเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด และวิธีการเซ็ตอัพรีซีฟเวอร์ให้เข้ากับสภาพห้อง”
มาพูดกันต่อเรื่องของหน้าที่ของรีซีฟเวอร์กันอีกหน่อย ที่ผู้เขียนกล่าวว่ารีซีฟเวอร์สำคัญไม่แพ้อุปกรณ์อื่นๆ ในชุดของโฮมเธียเตอร์ก็คือหน้าที่ดีโค้ดสัญญาณดิจิตอลที่รับหรืออ่านมาจากข้อมูลของแผ่น DVD ตรงนี้เองที่สัญญาณเสียงแชนแนลต่างๆ ปรากฏออกมา เสียงจากลำโพงด้านซ้าย-ขวา, เซ็นเตอร์หลังซ้าย และหลังขวา, หน้าที่ขยายสัญญาณเสียงซึ่งก็คือเพาเวอร์แอมป์มัลติแชนแนลเพราะเมื่อดีโค้ดเดอร์ถอดรหัสสัญญาณเสียงออกมาแล้วก็จะมาขยายสัญญาณเสียงที่เราได้ยิน นอกจากนี้ยังเป็นจูนเนอร์ภาควิทยุ AM/FM อีกด้วย เห็นใจมันแล้วใช่ไหมครับว่ามันทำงานหนักจริงๆ ดังนั้นการที่มันรับหน้าที่ทำงานสำคัญก็ต้องมีคุณภาพด้วย และแน่นอนต้องรองรับเทคโนโลยีในอนาคตได้ด้วย
มาเข้าเรื่องหลักก็คือเรื่องของการติดตั้งรีซีฟเวอร์กัน เริ่มจากแกะกล่องเลย แน่นอนว่าท่านต้องเตรียมพร้อมในเรื่องต่างๆ โดยแยกเป็นข้อๆ ดังนี้

ห้อง
ห้องที่เหมาะสมกับกำลังขับของรีซีฟเวอร์ที่ท่านเลือกซื้อมาไม่ใช่ว่าห้องใหญ่โตมโหฬารแต่ซื้อรีซีฟเวอร์ที่มีกำลังขับเพียงแชนแนลละไม่กี่สิบวัตต์อย่างนี้ก็ไม่ไหว เพราะเสียงมันจะไม่คับห้องและภาคขยายของรีซีฟเวอร์นั้นต้องทำงานหนักมากขึ้นด้วย เพราะท่านต้องเร่งโวลลุ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าห้องนั้นก็ไม่ควรเป็นกระจกทั้งสี่ด้านเพราะเวลาที่ท่านบรรเลงจะไม่สามารถรับรู้ทิศทางของเสียงแชนแนลต่างๆ ได้อย่างชัดเจนทั้งนี้เพราะการเกิดการสะท้อนของเสียงที่ตกกระทบกระจกนั่นเอง อย่างไรก็ตาม สำหรับห้องที่มีความจำเป็นต้องติดตั้งและไม่มีทางเลือกแล้วที่จะหลบเลี่ยงปัญหาของห้องที่ไม่ขนานกัน ห้องที่มีด้านข้างและกระจกล้อมรอบ ฯลฯ ในปัจจุบันปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะเราสามารถใช้ฟองน้ำบุซับเสียงเพื่อช่วยลดเสียงสะท้อนต่างๆ

ลำโพง
แน่นอนว่าลำโพงที่ท่านเลือกใช้ก็ต้องให้มีความสมดุลกับกำลังขับด้วย ไม่ว่าจะเรื่องของอิมพีแดนซ์โดยในรีซีฟเวอร์บางยี่ห้อบางรุ่นก็จะมีอิมพีแดนซ์ให้ท่านเลือกใช้ว่าจะใช้กี่โอห์มเช่น 6 หรือ 8 โอห์ม เป็นต้น และสำหรับที่เครื่องเล่นรีซีฟเวอร์นั้นก็มีการตั้งค่าเดิมจากโรงงานมาแต่ในเมื่อเราในฐานะที่เป็นผู้เล่นที่รู้เรื่องเทคนิคนี้ดีก็ต้องมาลองปรับแต่งโน่นนิดนี่หน่อยว่างั้นเถอะ เช่น ขนาดลำโพง Small, Large, None ฯ ระยะห่างจากลำโพงถึงตัวผู้ฟังทั้งคู่หน้า เซ็นเตอร์ และคู่หลัง วิธีการพิจารณาว่าลำโพงคู่หน้าจะตั้งเป็น Large หรือ Small ให้ตัดสินจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของวูฟเฟอร์โดยถ้าขนาดนั้นเกิน 6 นิ้วขึ้นไปถือเป็น Large หมด โดยเฉพาะลำโพงคู่หน้าที่ตั้งพื้นให้ตั้งเป็น Large ไปได้เลย และในกรณีที่ท่านยังไม่มีลำโพงเซ็นเตอร์ก็ต้องปรับค่ารีซีฟเวอร์ว่า Center : None ไปเครื่องก็จะให้เสียงพูดจากภาพยนตร์ออกทางลำโพงคู่หน้าไปพรางๆ ได้ โดยเทคนิคนี้เรียกว่า Phantom อ้อ และอีกเรื่องหนึ่งก็คือในรีซีฟเวอร์บางยี่ห้อก็จะมีการปรับระดับการลดทอนสัญญาณ เพื่อให้เสียงนั้นสมดุลกันทุกแชนแนล
วิธีการเลือกใช้ลำโพงควรที่จะเน้นลำโพงที่มีความไวสูง (Sensitivity) และไม่กินวัตต์ หรือว่าเป็นตัวเลขก็คือชัก 88 dB ขึ้นไป เพราะบางครั้งเสียงที่บันทึกมามีความเบามากๆ และบางครั้งเพาเวอร์แอมป์มีอัตราการขยายที่ต่ำในช่วงนั้นก็อาจจะไม่ได้ทำงานเต็มที่เสียงนั้นก็อาจจะเบาจนแทบไม่ได้ยิน หรือถ้าได้ยินก็ขาดรายละเอียดบางอย่างที่ควรจะเป็นไปอย่างแน่นอน และเมื่อเราเซ็ตเสร็จก็สามารถทดลองฟังเสียงได้โดยการเลือก Speaker Test Mode เพื่อทดสอบว่าตำแหน่งลำโพงที่เราติดตั้งนั้นถูกต้องหรือไม่โดยจะเป็นลักษณะของเสียงซ่าไล่เรียงทีละแชนแนลออกลำโพงแต่ละตัว

สัญญาณเข้า
สัญญาณขาเข้าหรือก็คือสัญญาณที่ได้รับจากแหล่งโปรแกรม ในที่นี้ก็คือเครื่องเล่น DVD โดยจากเครื่องเล่น DVD นั้นเราก็ต่อผ่านสายดิจิตอลชนิดไฟเบอร์อ็อปติกหรือจะโคแอคเชียลก็ได้ โดยการต่อผ่านช่องเสียง Audio Digital Output แล้วจึงต่อเข้ากับ Input ของรีซีฟเวอร์

สายลำโพง
การเลือกใช้สายลำโพงแน่นอนว่าระยะทางจากรีซีฟเวอร์ไปถึงลำโพงต่างๆ โดยเฉพาะลำโพงคู่หลังนี้ต้องยอมรับว่าไกลพอสมควรทีเดียว และไกลกว่าความที่ควรจะเป็น สังเกตว่าโดยหลักการหรือทฤษฎีแล้วควรที่จะใช้สายลำโพงให้สั้นที่สุดเพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางของสัญญาณเสียง และเกิดการสูญเสียลดทอนให้น้อยที่สุด แน่นอนว่าจะให้สายลำโพงสั้นๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่เราก็ควรที่จะเลือกใช้สายลำโพงที่มีวัสดุดีๆ มีความเป็นตัวนำสูง มีความบริสุทธิ์สูงๆ และก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้สายลำโพงที่มีขนาดใหญ่เท่าคู่หน้าก็ได้ อาจจะใช้เบอร์เล็กลงกว่าคู่หน้าได้พอสมควร เพราะโดยมากลำโพงคู่หลังนั้นเราจะใช้ลำโพงที่มีขนาดเล็ก ดังนั้นลำโพงก็ควรจะเล็กตามไปด้วย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสายลำโพงขนาดใหญ่ๆ ไม่ดีนะครับ แต่หมายถึงเลือกใช้ให้เหมาะสมมากกว่า

รูปแบบสนามเสียง
เรื่องของสนามเสียงนั้นก็ควรที่จะปรับให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะ Concert, Hall, Music, Pop, Jazz หรืออะไรก็แล้วแต่สำหรับการฟังเพลง ดู Concert แต่ก็ควรที่จะทำการปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง และเรื่องของระบบเสียง Dolby Digital, DTS, Surround Ex ฯลฯ ก็ควรที่จะทำการตั้งค่าให้ถูกด้วย

Surround EX 7.1
เทคโนโลยี Surround EX 7.1 เราๆ ท่านๆ ก็คงจะทราบดีว่าแต่เดิมระหว่างกลางๆ ปี 43 เทคโนโลยี DTS 5.1 Channels สามารถต่อใช้งานกันได้โดยเสียงที่ได้ก็สามารถทำให้คนในวงการวิดีโอไฟล์ยอมรับ แต่ทาง THX เองกลับมองว่าเสียงด้านหลังก็เป็นส่วนที่สำคัญเช่นกัน หรืออ้างอิงทฤษฎีโจทย์ที่ว่าทำอย่างไรเสียงจึงจะรายล้อมผู้ฟังได้รอบ 360 องศา จึงออกแบบมาโดยการเพิ่มลำโพงด้านหลังผู้ฟังอีก 1 คู่ โดยเป็นที่มาของคำว่า 7.1 นั่นเอง แน่นอนว่าลำโพงมาขึ้นแชนแนลมากขึ้นเครื่องรีซีฟเวอร์ก็ต้องรองรับลำโพงที่มากขึ้นนี้อีกด้วย
*          ชื่อของ THX Surround EX ซึ่งถือเป็นฟอร์แมทใหม่ของเซอราวด์ซาวด์โดยเริ่มเป็นที่รู้จักกันจากการเปิดตัวภาพยนตร์ Star War Episode I-The Plantom Menace โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ของนายจอร์ช ลูคัส และการจับมือร่วมกับ Dolby Labs ของนาย Gary Rydstorm สามารถสร้างความตื่นตะลึงของเสียงในโรงภาพยนตร์ต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จนปัจจุบันโรงภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานสูงๆ ทั่วโลกต่างมีมาตรฐาน THX Surround EX ดังกล่าวแล้ว

     เดินทางมาถึงท้ายเรื่องแล้วนะครับ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะท่านที่ขาดประสบการณ์ทางด้านการติดตั้ง และความรู้ที่ยังไม่แข็งมากนักเกี่ยวกับการเซ็ตอัพห้องกับเครื่องรีซีฟเวอร์สำหรับโฮมเธียเตอร์เพราะว่าการที่ท่านใช้เงินซื้อของมานั้นก็ต้องใช้มันให้คุ้มค่าของเงิน ซื้อมา 100 บาท ก็ต้องได้ร้อยบาทไม่ใช่เพียงแค่ 60 – 70 บาท แต่ต้องเต็มร้อยโดยเพียงท่านเสียเวลาศึกษาคู่มือรายละเอียดวิธีการใช้งานเครื่อง โดยเฉพาะการที่โรงงานเซ็ตมาให้นั้นเป็นเพียงมาตรฐานสำหรับทุกระบบ แต่ถ้าเราสามารถเรียนรู้การใช้งานอย่างลึกซึ้งแล้วเราก็จะสามารถขุดเอาประสิทธิภาพจากเครื่องเล่นรีซีฟเวอร์ได้อย่างเต็มที่และคุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะในเทคโนโลยี เช่น ระบบ 7.1 แชนแนล Surround EX ถ้าท่านมีเครื่องเล่นแต่ลำโพงยังไม่ครบจะเซ็ตยังไง หรือว่ามีเครื่องเล่นรีซีฟเวอร์ชนิด DTS อยู่แต่อยากจะเล่น 7.1 จะทำอย่างไร พวกนี้เราสามารถเรียนรู้และทำได้ทั้งนั้น อยู่ที่ความสนใจของตัวท่านเอง