สำหรับผู้นิยมเล่นแอมป์หลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) ทั้งที่ซื้อสำเร็จและประกอบเอง (D.I.Y.) แอมป์หลอดมีหลายอย่างที่แตกต่างไปจากแอมป์ระบบโซลิดสเตต (ทรานซิสเตอร์) ปกติ ผู้เขียนมีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ นำมาเล่าสู่กันฟังในแง่มุมของการใช้งานเครื่องให้ปลอดภัย สามารถอยู่คู่ห้องฟังเราไปได้นานๆ
จุดอ่อนคือ ภาคจ่ายไฟ (Power Supply)
พรรคพวกผู้เขียนบางคนทำภาคจ่ายไฟของเครื่องหลอดเสียหาย เนื่องจากไป (สุ่มสี่สุ่มห้า) เพิ่มค่าตัวเก็บประจุในภาคจ่ายไฟโดยไม่ได้ดูให้ถ่องแท้เสียก่อน สาเหตุดังกล่าวเกิดจากการที่แอมป์หลอดตัวนั้นใช้วงจรเร็กติไฟเออร์ (เปลี่ยนไฟกระแสสลับให้เป็นกระแสตรง) ที่เป็นหลอดอยู่ (6AX5 ทำงานร่วมกับหลอดเร็กกูเลเตอร์ 5651) วงจรเดิมใช้ตัวเก็บประจุค่า 100uF (ไมโครฟารัด) ความที่แกเคยเล่นเครื่องทรานซิสเตอร์เจอแต่ตัวเก็บประจุหลายๆ พันไมโครฟารัด เลยไปให้ช่างเปลี่ยนตัวเก็บประจุใหม่ค่า 3,300uF ใส่แทนเข้าไป (โดยหวังว่าเสียงจะดีขึ้น) พอเปิดไฟเข้าเครื่องหลอดเร็กติไฟเออร์ 6AX5 ก็พินาศลัดวงจรทันที ทั้งนี้สาเหตุเนื่องมาจากขณะที่จ่ายไฟเข้าเครื่องนั้น ตัวเก็บประจุเหล่านี้จะประจุ (charge) ไฟฟ้าเข้าตัวเองโดยในตอนแรกตัวมันเองจะไม่มีประจุค้างอยู่ ทำให้ค่าความต้านทานของตัวมันเองต่ำมากเกือบๆ จะเหมือนลัดวงจร ซึ่งหลอดเร็กติไฟเออร์ทั่วๆ ไป ไม่สามารถประจุให้กับตัวเก็บประจุในตอนแรกได้ จึงทำให้หลอดเร็กติไฟเออร์เสียหายได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่เครื่องทรานซิสเตอร์หรือเครื่องหลอดที่ใช้ภาคเร็กติไฟเออร์แบบสารกึ่งตัวนำ เช่น ซิลิกอนไดโอด พวกนี้จะสามารถจ่ายกระแสชั่วขณะได้สูงกว่าหลอดสุญญากาศอย่างมาก ทำให้ไม่มีปัญหาในการใช้ตัวเก็บประจุค่าสูงๆ ในวงจรจ่ายไฟ ดังนั้นก่อนจะลงมือทำอะไรเกี่ยวกับภาคจ่ายไฟของเครื่องหลอดขอให้ระมัดระวังจุดนี้ด้วย ในแอมป์หลอดต่างประเทศราคาแพงๆ ที่ใช้ตัวเก็บประจุค่อนข้างสูง ในภาคจ่ายไฟเขาจะมีตัวต้านทาน (Resistor) ต่ออนุกรมในภาคจ่ายไฟในช่วงแรกที่มีการเบิกเครื่องเพื่อป้องกันการดึงกระแสชั่วขณะของตัวเก็บประจุในช่วงแรก จากนั้นตัวต้านทานนี้จะถูกปลดออก (โดยการใช้ Relay ที่มีชุดหน่วงเวลาลัดวงจรตัวต้านทานตัวนี้หรือเป็นการต่อตรง) เพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์เวลาใช้งาน และมีข้อดีที่วงจรภาคอื่นๆ ภายในเครื่องไม่ต้องได้รับการจ่ายไฟสูงในทันทีทันใด แต่แรงดันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น (slow turn on) เป็นการยืดอายุของอุปกรณ์ไปในตัวด้วย
แอมป์หลอดบางตัวจะแยกสวิตซ์เพาเวอร์ออกเป็นสองชุด ชุดหนึ่งเป็นสวิตช์ที่ใช้เปิดไฟจ่ายให้กับไส้หลอด (Heater หรือ Filament) ที่เรียกว่า Standby สวิตซ์เพื่ออุ่นไส้หลอดให้ร้อนก่อนที่จะเปิดสวิตซ์ Power เพื่อจ่ายไฟสูงให้กับหลอด นัยว่าจะช่วยยืดอายุของหลอดมากกว่าการจ่ายไฟพร้อมๆ กัน โดยไฟที่จ่ายให้กับไส้หลอดนั้นถ้าเป็นปรีแอมป์จะเป็นไฟกระแสตรง (DC) เพื่อป้องกันการรบกวนจากไฟ AC (50/60Hz) เข้าไปรบกวนเป็นเสียงฮัมแต่ในเพาเวอร์แอมป์ส่วนมากจะใช้แรงดันไฟสลับ (AC) จุดไส้หลอดโดยตรง ซึ่งแรงดันไฟนี้จะอยู่ในช่วง 6 12 โวลต์ แล้วแต่เบอร์ของหลอด เช่น หลอดเบอร์ 6DJ8, 6CB6, 6AX5, 6CA7 (EL34), 6L6 (GC), 6550 จะใช้แรงดันไฟ 6.3 โวลต์ ในการจุดไส้หลอด ในขณะที่เบอร์ 12AX7, 12AU7, 12AT7, 12BH7A จะมีไส้หลอดอยู่ 2 ชุดด้วยกัน (ชุดละ 6.3 V) เนื่องจากเป็นหลอดไตรโอดคู่ (Twin Tri-ode) ทำให้เราสามารถเลือกใช้ไฟ 6.3 หรือ 12 โวลต์ได้ โดยถ้านำไส้หลอดมาขนานกันจะใช้กับไฟ 6.3 โวลต์ แต่ถ้านำมาอนุกรมกันจะรับไฟได้ 12 โวลต์ เป็นต้น (ไฟจุดไส้หลอดนี่มีผลต่อเสียงอีกด้วย ถ้าแรงดันไฟจุดไส้หลอดเปลี่ยนไปจะทำให้ได้เสียงที่ต่างกันออกไปด้วย เซียนหลอดเขาว่ากันอย่างนั้น)
แอมป์หลอดเก็บนานๆ ก่อนจะเปิดต้องระวัง!
บางท่านเป็นนักสะสมแอมป์หลอดเก่าๆ บางครั้งนานเป็นปีๆ กว่าจะมีโอกาสนำกลับออกมาปัดฝุ่นเปิดใช้งานกันสักครั้ง พอนำกลับมาเสียบปลั๊กไฟเข้าเครื่องก็พบว่า เครื่องสุดหวงเกิดลัดวงจร ควันขึ้น หลอดแตกร้าว กลายเป็นเศษเหล็กไปในพริบตา
เหตุการณ์นี้มีสาเหตุอยู่ไม่มาก ถ้าไม่เกิดจากเก็บเครื่องเอาไว้นานจนหนูเข้าไปทำรังกัดสายไฟในเครื่อง ก็คงจะเกิดจากภาคจ่ายไฟอีกเช่นเคย และตัวการคงหนีไม้พ้นคือตัวเก็บประจุกรองกระแสขนาดใหญ่ที่ใช้เลี้ยงวงจรทั้งหลายแหละครับ เหตุผลก็คือ ตัวเก็บประจุขนาดใหญ่เหล่านี้เมื่อเก็บไว้เฉยๆ เป็นเวลานานๆ มันจะค่อยๆ คายประจุสะสมที่มีอยู่ในตัวออกจนหมด เมื่อจ่ายไฟเข้าไปหลายๆ ร้อยโวลต์ทันทีที่เปิดเครื่องนอกจากจะเกิดการลัดวงจรขึ้นขณะระหว่างที่ตัวเก็บประจุ Charge ไฟเข้าไปแล้ว บางครั้งตัวเก็บประจุจะทะลุเกิดการลัดวงจรภายใน ทำให้ดึงกระแสจากหลอดเร็กติไฟเออร์ (หรือไดโอดเร็กติไฟเออร์) อย่างกระทันหันจะทำให้หลอดเร็กติไฟเออร์เสียหายได้ในทันที ถ้าโชคไม่ดีแรงดันไฟกระแสสลับจะผ่านเข้าไปทำความเสียหายแก่วงจรอื่นๆ ภายในอีกด้วย ถ้าเบาะๆ ก็แค่พังหลอดเร็กติไฟเออร์กับตัวเก็บประจะกรองกระแส อาการนี้ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงเกิดกับแอมป์หลอดอย่างเดียวนะครับ เครื่องทรานซิสเตอร์ที่เก็บเอาไว้นานๆ ก็มีสิทธิ์เป็นเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงที่เกิดจะน้อยกว่าเพราะในเครื่องทรานซิสเตอร์จะใช้แรงดันไฟที่ต่ำกว่า ร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศดีๆ เขาจะนำเอาตัวเก็บประจุที่อยู่ในโกดังนานๆ มาค่อยๆ เพิ่มแรงดันให้กับตัวเก็บประจุอย่างช้าๆ จนถึงค่าประมาณ 70 80% ของอัตราการทนแรงดัน (Rating) ของมัน แล้วทิ้งไว้สัก 12 24 ชั่วโมง ให้โครงสร้างภายในมันคืนรูป (Deforming) วิธีการนี้จะปลอดภัยแต่ค่อนข้างยุ่งยาก
วิธีการที่ง่ายกว่าและผู้เขียน (และนักเล่นในต่างประเทศ) ใช้กันอยู่คือให้หาตัวปรับแรงดันไฟ AC ที่เรียกว่า Variac (หรือ Slidac) มีหน้าตาเป็นรูปทรงกระบอกกลมๆ ตรงกลางมีปุ่มหมุนขนาดใหญ่ภายในเป็น Auto-Transformer มาต่อแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มแรงดันให้กับอุปกรณ์ร่วมสมัยของคุณอย่างช้าๆ ให้ค่อยๆ ปรับขึ้นไปจนถึง 100 โวลต์ แล้วหยุดสัก 3 4 วินาทีแล้วค่อยๆ เพิ่มเป็น 200 โวลต์แล้วพัก 2 3 วินาทีแล้วค่อยเพิ่มจนถึง 220 โวลต์ทิ้งไว้สัก 5 10 นาที แล้วค่อยปิดเครื่องถอด Variac ออกแล้วค่อยนำไปต่อเข้ากับไฟ 220 โวลต์โดยตรง วิธีการนี้จะช่วยค่อยๆ กระตุ้นให้อุปกรณ์ภายในเครื่อง รวมทั้งภาคจ่ายไฟและตัวเก็บประจุในส่วนต่างๆ ของวงจรค่อยๆ ได้รับประจุทีละน้อย ลดความเสี่ยงจากการดึงกระแสชั่วขณะจากการ Charge ตัวเก็บประจุเหล่านี้ลงได้เกือบ 100% แต่ถ้าเป็นเครื่องหลอดคุณภาพสูงมีวงจรหน่วงเวลาโดยเพิ่มค่าความต้านทานเข้าไปก่อนในช่วงเปิดเครื่องอย่างที่ผู้เขียนได้พูดถึงมาก่อนแล้ว เครื่องแบบนี้สามารถจะเปิดได้เลย เพราะตัวต้านทานดังกล่าวจะเป็นตัวจำกัดกระแสไปในตัวอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้มีการ Warm up เครื่อง (ในกรุ) บ้างอย่างน้อย 3 6 เดือนสักครั้งหนึ่ง และการ Warm up นี้จะต้องทำอย่างน้อย 2 3 ชั่วโมง แล้วพักเครื่องให้เย็นแล้วเปิด Warm up ต่อสัก 2 3 ครั้ง เพื่อให้ตัวเก็บประจุแบบอิเล็กโทรไลต์มีการคืนรูปจะช่วยยืดอายุอุปกรณ์ต่อไปได้อีกมาก ผู้เขียนมีเครื่องหลอด บางตัวอายุใช้งานเกิน 30 ปี แล้วแต่ละตัวเก็บประจุยังมีสภาพดีเยี่ยมและไม่เคยเสียเลย โดยผู้เขียนจะ Warm up มันทุกๆ 4 5 เดือนด้วยการป้อนไฟผ่าน Variac ดังกล่าว (Variac ขนาด 1 kVA ) ลองพิจารณานำไปใช้กันดูนะครับ เพราะราคาค่าตัวอุปกรณ์ในแอมป์หลอดพวกนี้ใช่ย่อยเสียเมื่อไร
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องระวังคือ เรื่องความชื้น เนื่องจากในแอมป์หลอดจะใช้แรงดันเลี้ยงวงจรที่สูงมาก บางทีเกิน 500 600 โวลต์ ถ้าความชื้นในห้องสูงมากเกินไป จะก่อให้เกิดการ ARC บริเวณขั้วหลอดได้ง่าย และเกิดเป็นเสียงแปลกๆ ออกทางลำโพง โดยเฉพาะเมื่อตอนเปิดเครื่องใหม่ๆ ถ้าเป็นห้องแอร์ เมื่อปิดแอร์แล้วความชื้นในห้องจะขึ้นสูงมาก ดังนั้นก่อนจะเปิดเครื่องให้เปิดแอร์ในห้องฟังจนอุณหภูมิลดลงสัก 2 3 องศา (ความชื้นจะลดลงมาด้วย) แล้วค่อยเปิดอุปกรณ์หลอดให้ทำงาน (โปรเจ็คเตอร์แบบ 3 หลอดก็ควรใช้วิธีเดียวกันเพราะถ้าความชื้นสูงแล้วไปเปิดโปรเจ็คเตอร์จะทำให้ชุดจ่ายไฟสูง H.V. เสียหายได้ง่ายมาก) หรือหาเครื่องดูดความชื้น (De-Humidifier) เอาไว้ใช้ก็จะปลอดภัยมากขึ้น ควรจะหาซื้อเทอโมมิเตอร์แบบดิจิตอลที่วัดค่าความชื้นติดเอาไว้ในห้องด้วย ซึ่งโดยปกติในบ้านเราค่าความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity : RH) ควรจะมีค่าอยู่ระหว่าง 55 ถึง 70% ถ้าเกินนี้ถือว่า ชื้นมาก ในช่วงเวลาฝนตกอาจจะขึ้นไปสูงถึง 80 85% ซึ่งต้องระวังมาก
|